2007/Jul/02


วันนี้เปลี่ยนบรรยากาศ มาเป็นครูจำเป็นชั่วคราว

(ใครอยากให้แกเป็นครูกันวะ ไอ้ฟรีดี้~!!!)

เนื่องด้วยข้าน้อยเรียนอยู่สายศิลป์ ภาษาฝรั่งเศส ด้วยน้ำหนักวิชาเป็น 4 จึงต้องปวดเศียร

เวียนเกล้ากับไอ้เจ้าวิชานี้เป็นพิเศษ เพราะมันไม่ได้ง่ายหรือคุ้นหน้าคุ้นตาเหมือนภาษา

อังกฤษที่เราเห็นอยู่ทุกๆวัน อีกทั้งยังหลักการใช้ การอ่านออกเสียง คำศัพท์ และเรื่องของ

การผันกริยาเองยังต่างจากภาษาอังกฤษ ที่จริง...มันมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมายที่

บรรยายไม่หมดในเจ้าวิชานี้ และตัวข้อน้อยเองก็ยังอ่อนประสบการณ์อยู่ จึงได้แต่ชี้แนะ

หรือให้ความรู้เบื้องต้นที่ได้เรียนมาเท่านั้น

สำหรับใครที่เรียนมานานหรือเข้าใจภาษาฝรั่งเศสอย่างถ่องแท้แล้ว ถ้าที่เราสอนไป(ด้วย

ความโง่เง่าของเรา)มีข้อผิดพลาดอะไรหรือจะแนะนำติชมก็ตาม ยินดีรับไปคิดพิจารณา

เสมอค่ะ ^ ^


ปล. สิ่งที่ปรากฏในการเรียนวิชานี้ผ่านทางบล๊อคข้าน้อย จากการเรียนในชม.และศึกษาค้น

คว้าหาเอาเองเพิ่มเติมนอกเหนือจากการเรียนในห้องเรียน ถ้าตอนไหนได้เรียนน้อย ก็จะอัพ

ให้น้อย ไม่ว่ากันนะ... เอาไว้สำหรับคนที่สนใจอยากจะเรียนสายนี้ไว้ลองดูเนื้อหาและ

ตัวอย่างแบบคร่าวๆ จะได้ตัดสินใจได้ว่าอยากเรียนสายนี้จริงๆไหม เพราะบอกไว้ก่อนว่า

เป็นวิชาที่ยากพอสมควร และเกือบทำข้าน้อยอ้วกแตกตั้งหลายครั้งกับความโหดหฤหรรษ์

ชวนกวนประสาทของภาษานี้~~


ถ้าพร้อมแล้ว ....เรามาเริ่มบทเรียนแรกกันเลยดีกว่า!!!! โอ้สสสส ^[]^


-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-


Leçon n°1

บทเรียนที่ 1การทักทายเบื้องต้น


Bonjour [บ่งชู้] >> สวัสดี


เชื่อว่าใครหลายๆคนคงจะรู้จักคำนี้กันมาก่อนแม้ไม่เคยได้เรียนภาษาฝรั่งเศสมาก็ตาม

Bonjourนั้นเป็นคำสามัญ ใช้ในในทุกสถานการณ์ แต่ถ้าหากลงลึกไปมากกว่านี้เราถึงจะรู้

ว่า คนฝรั่งเศสนั้นมักจะใช้คำนี้กับผู้ที่ทำความรู้จักเป็นครั้งแรก กับคนที่ยังไม่สนิทสนม

ด้วย กับคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน รวมไปถึงผู้ที่มีวุฒิภาวะสูงหรือเป็นผู้ใหญ่กว่าเรา ถ้า

เทียบกับภาษาอังกฤษก็คงเป็นHello หรือ Good morning/afternoon/evening

แต่ถ้ากับเพื่อนฝูง คนรู้จักที่สนิทสนมด้วย และผู้ที่อ่อนวัยหรือเด็กกว่าเรา เราจะใช้...

Salut [ซาลุตต์] >> สวัสดี


เป็นคำที่เราใช้ทักทายเพื่อนฝูงหรือคนที่เราสนิทสนมถึงขั้นหยอกล้อเล่นหัวได้ แน่นอนว่า

ผู้ใหญ่ก็ใช้คำนี้เพื่อทักทายเด็กที่รู้จักหรือลูกหลานของตัวเองได้ การอ่านออกเสียงเป็น

แบบควบระหว่าง2เสียง คือ ฮ-วิต และวุลต์ เมื่อออกเสียงจะเป็นสระอุควบเสียงสระอิที่

ท้ายคำ แน่นอนว่าเทียบกับภาษาอังกฤษก็จะได้ประมาณ Hi! Hey! หรือคำทักทายแบบ

แสลงอื่นๆที่เรามักได้ยินกันในการ์ตูนหรือภาพยนตร์ของฝรั่งเค้า

พอเรารู้จักการทักทายแล้ว เราก็ต้องถามสารทุกข์สุขดิบของอีกฝ่ายตามมรรยาทว่า

Comment allez vous ? [กอมมองค์ ตเลวู๊] >> คุณสบายดีหรือเปล่า ? / คุณเป็นอย่างไร

บ้าง ?


เป็นประโยคไถ่ถามขั้นพื้นฐานใช้หลักการเดียวกันกับBonjour ได้กับคนที่ยังไม่สนิทสนม

และผู้ใหญ่กว่า เป็นต้น


แต่ถ้าหากเริ่มสนิทหรือรู้จักกันมานานพอสมควรแล้ว สามารถใช้...

Comment ça va ? [กอมมองค์ ซาวะ] >> คุณสบายดีไหม ? (อันนี้ให้ความรู้สึกเป็นกัน

เองกว่าแบบแรก)

Ça va ? [ซาวะ] >> สบายดีไหม ? / เป็นไงบ้าง (อันนี้ใช้กับเพื่อนและคนที่เด็กกว่าได้แน่

นอน)

สำหรับประโยคคำถามเหล่านี้ คำตอบจะได้แตกต่างกันแล้วแต่รูปแบบของคำถามที่เรา

หรืออีกฝ่ายถามขึ้น อย่างประโยคแรกที่ให้ถามว่า Comment allez vous ? [กอมมองค์ ตเล

วู๊] หากสบายดี ให้ตอบ Je vais bien [เชอ เว เบียง] แปลว่า ฉันสบายดี

สำหรับประโยค Comment ça va ? [กอมมองค์ ซาวะ] และ Ça va ? [ซาวะ] สามารถใช้คำ

ตอบร่วมกันได้ คือ Ça va bien [ซาวะเบีย] โดยสังเกตได้จากรูปประโยคที่ใช้ หากมีคำว่า

Ça va อยู่ในประโยค ก็ให้ใช้ Ça va + .....(ความรู้สึก) ด้วยเช่นกัน

อ้อ... หากเราต้องการบอกอีกฝ่ายว่า ตอนนี้เราสบายดีมาก.....จนถึงมากที่สุด ให้เติม Très

[แทร์] >> มาก ไว้หน้า Bien ก็จะออกมาเป็น Trèsbien [แทร์เบียง] >> ดีมาก / สบายดีมาก

นั้นเอง

ถึงตอนนี้ คนตอบก็จะบอกว่า Merci [แม็กซี่] >> ขอบคุณ เพื่อเป็นการแสดงความขอบ

คุณที่อีกฝ่ายห่วงใยไถ่ถามถึงทุกข์สุขของเรา แล้วถามอีกฝ่ายกลับด้วยประโยค...

Et vour ? [เอวู๊] >> แล้วคุณล่ะ ? (ใช้กับฝ่ายตรงข้ามที่เป็นผู้ใหญ่กว่าหรือให้ความนับถือ)


Et toi ? [เอตั๊ว] >> แล้วคุณล่ะ ? (ใช้กับเพื่อน,คนที่อ่านวัยกว่า,คนที่รู้จักสนิทสนมด้วย)

เหมือนกับ And you ? ในภาษาอังกฤษนั้นแหละ ซึ่งอีกฝ่ายก็จะตอบกลับเช่นเดียวกัน

(แล้วก็พูดขอบคุณด้วย)


ตัวอย่างบทสนทนา >>>

Anna : Salut! (สวัสดี!)


Marie : Salut! (สวัสดี!)


Anna : ça va ? (สบายดีไหม?)


Marie : ça va trèsbien ,merci. Et toi ? (ดีมากเลย ขอบใจ แล้วเธอล่ะ?)


Anna : ça va bien,merci. (สบายดี ขอบใจ)


จบแล้วจ้าสำหรับบทเรียนแรก เป็นไง ยากไหมเอ่ย ^ ^ สำหรับเบื้องต้น(อาจ)จะยังง่ายอยู่

แต่ถ้าเริ่มเรียนนานๆไปก็จะยากขึ้นตามลำดับ เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับความพยายามของเรา

เองนะที่จะหมั่นเรียนรู้และฝึกฝน ถ้ามุ่งมั่นซะอย่าง จุดหมายมันก็ไม่ไกลเกินเอื้อมหรอก


สำหรับบทเรียนหน้า เตรียมพบกับการแนะนำตัว และการบอกเล่าลักษณะโดยทั่วๆไป

ของคนเบื้องต้นค่ะ ขอให้โชคดีนะทุกๆคน ^-^

Au revoir จ้าาา...~~~!


+-------------+--------------+---------------+----------------+

เพิ่มเติมนอกบทเรียน

Et = และ


Comment = อย่างไร


Je = สรรพนามบุรุษที่1 (ฉัน)


Bien = ดี


Très = มาก


Merci = ขอบคุณ



edit @ 2007/07/02 21:58:15

2007/Jun/19

"เฮ้ วิศนะ!"

"เออๆ รอเดี๊ยวสิวะ"

นักศึกษาหนุ่มร่างสูงโปร่งตะโกนตอบปัดๆ ขณะที่มือกำลังยุ่งอยู่กับการจัดเก็บเอกสารและกวาดข้าวของบนโต๊ะลงเป้ใบโตอย่างเร่งรีบ เรือนผมสีนิลระต้นคอยุ่งเหยิงด้วยการทำงานที่ผ่านพ้นมาอย่างหนักทั้งวัน นัยน์ตาสีอำพันแปลกตาทอดมองไปรอบๆบริเวณด้วยความไม่สบอารมณ์นัก เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเคลียร์เรียบร้อยดีแล้วจึงยกเป้สีดำหนักอึ้งขึ้นสะพาย แล้วเดินออกมาจากห้อง...

ทันทีที่ร่างสูงพ้นออกจากประตูอาคาร5ชั้นสีขาวขุ่น ฝ่ามือใหญ่ของคนบางคนก็เอื้อมมาตบไหล่เขาดังป้าป! แล้วก้าวออกมาเดินเคียงข้างอย่างท่าทางสนิทสนม ไม่ได้ดูเลยว่าสีหน้าของคนโดนตีซี้ผิดที่ผิดเวลานั้นมันเบี้ยวบูดขนาดไหน

"ไสหัวไปไกลๆเลยแก" คนเพิ่งจัดการธุระเสร็จไม่มีแม้จะเหลือบหางตาไปมอง

"โหยย ไอ้นี่เดี๊ยวนี้มันรู้จักไล่เพื่อนว่ะ" อีกฝ่ายว่าหน้าทะเล้น ทำเอาใครหลายๆคนที่เดินมาด้วยกันถึงกับอมยิ้มไม่ก็หลุดหัวเราะกึกๆอย่างห้ามไม่อยู่ แหม... ในกลุ่มพวกเขาต่างก็ 'รู้ไส้รู้พุง' กันเองดีทั้งนั้น และแน่นอนว่าในบรรดาเรื่องที่รู้ๆกันนั้นมีเรื่อง...อยู่ด้วย


edit @ 2007/06/21 12:58:32

2007/Jun/18

ที่จริง....

เย็นนี้เกือบไม่ได้มานั่งสาธยายที่บลีอคตัวเองเสียแล้ว

เพราะในเย็นวันนี้ เป็นครั้งที่2ของชีวิต ที่เกือบจะโดนรถชน

ที่จริงแล้วมันก็เป็นความผิดของเราเองล่ะที่ประมาท


ทั้งที่ปกติเราจะมองซ้ายมองขวา รอให้รถหมดจริงๆแล้วค่อยข้าม แต่วันนี้กลับไม่...


ไม่รู้เป็นเพราะอะไร เราเกิดตัดสินใจข้ามไปทั้งอย่างนั้นน่ะ ทั้งที่รู้ว่ามันเสี่ยง แต่ก็ยังทำ


ตอนนั้นเป็นช่วงหลังเลิกเรียน เรากลับมาบ้านและจะไปซื้อข้าวกินก่อน เพราะ6โมงเย็นเราต้องไปเรียนพิเศษ แล้วพอออกมาหน้าปากซอยของบ้าน ก็ต้องข้ามถนนใหญ่


เห็นรถยนต์คันหนึ่งกำลังจอดขวางกลางถนนอยู่ ท่าทางกำลังจะค่อยๆเลี้ยวไปจอดข้างถนนริมฟุตบาท เห็นมอเตอร์ไซค์คันนึงอยู่แถวๆริมรถนั้นพอดี คิดว่าคงออกมาไม่ได้เพราะติดรถยนต์อยู่


เลยตัดสินใจข้ามเลยในตอนนั้น...


เป็นช่วงเวลาที่พอเหมาะพอเจาะพอดี ที่มอเตอร์ไซค์ที่ว่าดันมีช่องว่างพอให้แทรกตัวหลุดออกมาได้ พุ่งมาหาเราทั้งๆที่ยืนอยู่กลางถนนน่ะ

แล้วก็เบรก เอี๊ยยดดดดดดดดด...!!!!!

............

..........................

จำได้ว่าตอนนั้นเสียงมันดังแสบแก้วหู สะท้านก้องเข้าไปวนเวียนในหู รู้สึกเหมือนเวลานั้นจะหยุดไปชั่วขณะนึง หัวเราขาวโพลนไม่มีความรู้สึกเลย


เหมือนกับ 'หุ่นยนต์' ยังไงยังงั้น


และมันก็อาจจะเป็นโชคดีของเราที่เขาเบรกทัน วิ่งเฉียดหลังไปแบบแทบคว้าคอกันได้ แต่เพระาเรามาแอ่นหลังเหยียดไปข้างหน้าด้วยเลยไม่ปะทะกัน


พวกผู้ใหญ่ที่อยู่ระแวกนั้นหันมามองเป็นค้างสนิท ทั้งอาแป๊ะแก่ๆและอาซิ้มก็ยืนริมฟุตบาทแบบอึ้งๆ ประมาณเค้าคงคิดในใจว่า ขืนพลาดไปนิดเดียว คงได้เห็นคนตายจะๆก็คราวนี้แหละ


พอหลบเสร็จเราก็เดินแบบเฉยสนิทเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่สติเราหลุดลอยไปไหนแล้วไม่รู้ คิดอะไรไม่ออก ที่มีในหัวก็แค่เสียงเบรกของมอเตอร์ไซค์คันนั้นเท่านั้นเอง


ก็ได้แต่หวังว่ามันจะเป็นอีกหนึ่งอุทาหรณ์ชีวิตที่จะคอยย้ำเตือนว่า อย่าได้ปล่อยให้ตัวเองขาดสติหรือประมาทเลิ่นเล่อโดยเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นในวันพรุ่ง เพื่อนๆอาจจะได้เห็นข่าวพาดหัวตัวโตๆน่าสมเพชของเราก็เป็นได้


ไม่มีคำใดที่จะบอกเล่ากล่าวต่อถึงเรื่องนี้ได้อีกนอกจากคำว่า 'สมน้ำหน้า' ตัวเองว่ะ



ฟรีเดล & ฟรีดี้
View full profile